Teachings of Buddha Product by manoon Chongwattananukul

คลิป มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook ในรายการ โอปราห์ วินฟรีย์

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สะพานสายรุ้ง อี๊ด ฟุตบาท

~~ ให้สายรุ้งนั้นคือสะพาน ข้ามลำธารผ่านภูผา ผ่านเมืองแมนแดนศิวิไลซ์ ผ่านป่าดงพงไพรพนา ข้ามมหาสมุทร...ไกลสุดตา ทอดต่อโยงทั่วทุกแดน เชื่อมทุกแคว้นให้ถึงกัน ก้าวเดินไปบนสะพาน มือประสานกระชับมั่น ไม่กีดกัน..แบ่งผิวพันธุ์ ~~
Category:

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เหมียวยึดครอง

วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7189 ข่าวสดรายวัน


เหมียวยึดครอง


เอิ๊กอ๊ากอินเตอร์




พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเนวา นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในรัสเซีย โดดเด่นกว่าที่อื่นๆ ก็ตรงที่ "โดนยึด"

ผู้ ยึดพื้นที่เป็นเจ้าสี่ขา ร้องเมี้ยวๆ ไม่ใช่แค่ตัวสองตัว แต่มีถึง 60 ตัว!! โผล่ไปทั่วตึก เอบีซีถ่ายรูปมาให้ดูตั้งแต่ชั้นล่างถึงชั้นบน

ผู้ช่วยผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์กล่าวว่า ที่นี่มีแมวอาศัยอยู่นานหลายร้อยปีแล้ว สมัยก่อนราชวงศ์เอามาไว้จับหนู

ถึงปัจจุบันก็รับประกันได้ว่า หนูๆ ไม่กล้าแหยม!!


หน้า 7

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObWIzSXpNREExTURnMU13PT0=&sectionid=TURNd05nPT0=&day=TWpBeE1DMHdPQzB3TlE9PQ==
--
http://www.classifiedthai.com/event_view.php

"ฟาวด์พอยต์"เว็บเพื่อสังคม ศูนย์ตามหา"ของหาย"ยุคไซเบอร์




วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7187 ข่าวสดรายวัน


"ฟาวด์พอยต์"เว็บเพื่อสังคม ศูนย์ตามหา"ของหาย"ยุคไซเบอร์


ศักดิ์สกุล กุลละวณิชย์ / รายงาน




ณัฐพงศ์ เทียนดี เว็บมาสเตอร์ฟาวด์พอยต์

ในชีวิตที่ผ่านมาของคนเรา คงมีบ้างที่เคยทำของหาย ไม่ก็เจอสิ่งของที่คนอื่นทำตก หรือลืมไว้ตามที่ต่างๆ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ย่อมต้องนำมาซึ่งความกระวนกระวายใจแก่ เจ้าของ หรือแม้แต่คนที่เก็บของได้ก็ตาม

และสิ่งแรกที่ควรทำก็คือไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความหาเจ้าของ หรือลงบันทึกประจำวันแจ้งทรัพย์สินสูญหายไว้

จากนั้นส่วนมากคงได้แต่เฝ้ารอการติดต่อกลับ เฝ้าคิดว่ามีจะโอกาสได้ของคืนหรือไม่ หรือต้องออกตามหากันเอาเองตามยถากรรม

แต่ ณ ปัจจุบัน ในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร ในโลกแห่งอินเตอร์เน็ต ได้มีกลุ่มบุคคลคิดดีทำดี ลุกขึ้นมาสร้าง "พื้นที่" ที่จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการหาของส่งคืนให้กับเจ้าของ หรือการตามหาของที่สูญหายไป

เว็บไซต์ฟาวด์พอยต์ (www.foundpoint.com) เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์มาไม่ถึงครึ่งปี แต่มีจุดมุ่งหมายแน่วแน่ในการช่วยเหลือผู้ที่กำลังทนทุกข์กับเรื่องนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ หรือแนวคิดการจัดทำเว็บที่ว่า "ของของใคร ใครก็รัก!"

"อยากให้ฟาวด์พอยต์เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นในการตามหาคน สัตว์ สิ่งของ ที่หายไป อยากให้ทุกคนได้เข้ามาใช้ในยามที่ยากลำบาก และก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังตามหาอะไรก็ตาม" นายณัฐพงศ์ เทียนดี เว็บมาสเตอร์ฟาวด์พอยต์ เผยแรงบันดาลใจก่อตั้งเว็บเพื่อสังคม



ณัฐพงศ์ เล่าประวัติชีวิตย่อๆ ว่า เป็นบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ ด้านอิเล็กทรอนิกส์ จากรั้วลาดกระบัง ที่หันเหมาทำงานด้านออกแบบสื่อเว็บไซต์ และมัลติมีเดีย ร่วมมือกันก่อร่างสร้างเว็บกับ ทิศา ปทุมวัน ในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ ศุภชัย ใจโต และรัชนียา เอมสาร รับผิดชอบเรื่องข้อมูล

โดยแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดเว็บฟาวด์พอยต์ขึ้นมานั้น ณัฐพงศ์ขยายความไว้ว่า

"ผมทำเว็บบล็อกมาประมาณ 5-6 ปีได้แล้ว เป็นบล็อกที่ค่อนข้างไร้สาระ คือให้คนเข้ามาอ่านเอาฮาอย่างเดียว พอทำเรื่องไร้สาระมากๆ เข้า วันหนึ่งก็เกิดอยากจะเป็นคนดีของสังคม เพราะไปถ่ายรูปงานรับปริญญาให้น้องชาย แล้วผมดันซุ่มซ่าม ทำเมมโมรี่การ์ดกล้องถ่ายภาพหล่นหาย

น้องผมเศร้ามากเพราะเสียดายรูปที่ถ่ายมาอย่างสวย ส่วนผมรู้สึกผิดสุดๆ ระหว่างคอตกกลับบ้านกันทั้งพี่ทั้งน้อง ผมเห็นคนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะแยะ ก็คิดได้ว่า มันอาจจะมีคนสักคนหนึ่งที่กำลังเดินผ่านเราไปนี่แหละ ที่เป็นคนเก็บได้ แต่เขาจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นของเรา

ผมคิดว่าพื้นฐานทุกคน พอเก็บของได้แวบแรก ต้องคิดอย่างแรกเลยว่า ของนี่ของของใคร แล้วจะคืนเจ้าของยังไง ส่วนแว้บที่สองอาจจะเป็นแว้บ "มาร" ซึ่งอาจจะเป็นมารเพราะจำใจ หาเจ้าของไม่ได้เลยเก็บไว้เอง หรือเป็นมารเพราะใจตน เก็บไว้เป็นของตัวเองดีกว่า...จะคืนมันทำไม

ผมเลยคิดว่า ถ้ามีคำตอบให้กับแว้บแรก ว่าจะคืนเจ้าของยังไง และเขารู้ว่าต้องมาที่เว็บฟาวด์พอยต์ เขาก็อาจจะไม่คิดที่จะยึดไว้

ส่วนคนทำของหายจะกระตือรือร้นกว่าคนเจอของอยู่แล้ว และต้องลงประกาศหาของไปทั่วแน่นอน ในความคิดผม การกระจายประกาศในวงกว้างมันมีส่วนดีสำหรับข้อมูลบางประเภท แต่สำหรับเรื่องแบบนี้น่าจะมีศูนย์กลางที่รวมข้อมูลไว้จะดีกว่า เพราะจะทำให้หาข้อมูลได้ง่ายขึ้น

1.กล้องฟิล์มของชาวต่างชาติ ที่ณัฐพงศ์เก็บได้และกลายเป็นแรงบันดาลใจก่อตั้งเว็บเพื่อสังคม foundpoint.com

2.ฟิล์มที่ณัฐพงศ์ล้างออกมาจากกล้องชาวต่างชาติ และนำมาลงประกาศหาเจ้าของในฟาวด์พอยต์



ส่วนแรงบันดาลใจอีกอันนึง ก็เป็นกรณีที่จำใจเก็บของเขามา เพราะไม่รู้จะไปคืนที่ไหน คือกล้องฟิล์มของชาวต่างชาติ ที่เก็บได้บนรถตุ๊กตุ๊กแถวปากคลองตลาดเมื่อสิบปีก่อน จนบัดนี้กล้องและฟิล์มที่ล้างเป็นภาพออกมาแล้วก็ยังนอนแอ้งแม้งอยู่บ้านผม

ส่วนสาวเจ้าของกล้องที่อยู่ในภาพถ่ายคงจะเสียดายและปลงตกไปแล้วว่า ชีวิตนี้คงไม่ได้กล้องและความประทับใจจากเมืองไทยคืนกลับไปเป็นแน่แท้ ไม่ต้องบรรยายความรู้สึกของเธอเหล่านั้นให้มากความครับ แค่คิดว่าเป็นเรา คงเสียใจแน่นอน"



สําหรับวิธีการใช้งานเว็บฟาวด์พอยต์นั้นเว็บมาสเตอร์ไฟแรง อธิบายว่าไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้งานง่ายๆ เพื่อให้เข้าถึงคนหมู่มาก

"ง่ายมากครับ พอเข้ามาในหน้าแรก ก็จะเจอหัวข้อใหญ่มากคือ "หา" กับ "เจอ"

ก็ตรงตัวเลย คือคุณกำลังตามหาอะไรก็ลงประกาศไว้ในหัวข้อ "หา" และคุณไปเจออะไรมาที่ไม่ใช่ของของคุณ แล้วต้องการจะมาตามหาเจ้าของที่นี่ก็ไปที่หัวข้อ "เจอ" ส่วนรายละเอียดการลงประกาศก็มีความหมายตามหัวข้อของมัน ผมตั้งใจให้มันเข้าใจง่ายที่สุด

นอกจากนั้นก็คือผมจะแยกวันที่ลงประกาศกับวันที่ของหายออกจากกัน เพราะบางคนทำของหายแล้วกว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปหลายวัน หลายเดือน หรือหลายปี เพิ่งจะมาลงประกาศ ระบบจะได้มีข้อมูลที่ถูกต้องเก็บไว้

และที่พิเศษก็คือฟังก์ชัน "หัวใจสีแดง" ที่อยู่ใต้หัวข้อประกาศ ซึ่งเป็นปุ่มที่เมื่อเจ้าของประกาศหาของหรือตามเจ้าของเจอแล้วจะมาทำการกดเพื่อยืนยันว่าประกาศนั้นๆ ได้เคลียร์แล้ว และทางฟาวด์พอยต์จะย้ายประกาศนั้นไปไว้ในหมวดหมู่ "หาเจอแล้ว"

ส่วนเสริมส่วนสุดท้ายคือ "แอดดิส" (add this) เป็นเครื่องมือกระจายข้อมูลประกาศของคุณออกไป โดยแชร์ไปยังโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กต่างๆ ที่คุณมีแอ๊กเคานต์อยู่

ในแผนต่อไปผมคิดว่าจะพัฒนาระบบค้นหาภายในฟาวด์พอยต์ให้ดีขึ้น รวมถึงระบบปักหมุดประกาศแบบต่างๆ สำหรับประกาศที่ต้องการความช่วยเหลือ เร่งด่วน ฉุกเฉิน จะได้มาลงประกาศพิเศษไว้ตรงนั้น"



เว็บไซต์ที่มีเจตนาดีๆ เช่นนี้จะไม่เกิดประ โยชน์เลย หากไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งในส่วนนี้ ณัฐพงศ์ให้ความเห็นถึงตลอดช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่เปิดหน้าเว็บในวันแรก ว่า

"เว็บเพิ่งเปิดได้ไม่นานครับ สัก 4-5 เดือน ก็เริ่มมีคนเข้ามาใช้บ้างแล้วครับ ผมพยายามประชาสัมพันธ์ไปในเว็บต่างๆ ที่พอจะรู้จักกัน เขาก็น่ารักมาก ช่วยประชาสัมพันธ์กันเต็มที่

ผมรู้สึกดีใจมากเวลามีคนมาลงประกาศใหม่ๆ เพราะรู้สึกว่าเริ่มเป็นที่รู้จัก แต่ไม่ใช่ดีใจที่มีคนทำของหายนะครับ โดยเฉพาะกับจำนวนตัวเลขของประกาศ "หาเจอแล้ว" ในด้านบนของเว็บ เวลามันเพิ่มจำนวนขึ้น ก็ถือเป็นกำลังใจของคนทำเว็บ และอีกทางหนึ่งก็เป็นการสร้างกำลังใจให้กับผู้ลงประกาศคนอื่นว่า มีคนหาของเจอแล้วจริงๆ งั้นเราเองก็มีหวังเหมือนกัน"

หน้าตาเว็บไซต์ฟาวด์พอยต์



ที่ผ่านมามีเรื่องราวน่าสนใจเกิดขึ้นในพื้นที่ของ "ฟาวด์พอยต์" มากมายหลายเรื่อง ซึ่งณัฐพงศ์หยิบยกบางแง่มุมมาเล่าให้ฟังว่า

"หลังจากปล่อยให้เว็บมันดำเนินไปของมันช่วงระยะหนึ่งซึ่งไม่นาน ผมเห็นคนที่ตามหาของที่ตัวเองทำหายหลายคนครับ แต่มีคนนึงที่ผมอ่านประกาศของเขาแล้วผมน้ำตาจะไหล นึกถึงประโยคที่ว่า "ของของใคร ใครก็รัก" ขึ้นมาทันทีเลย คือประกาศตามหาของหลายชิ้นที่ลืมไว้พร้อมกัน ประกอบด้วย หมวกการ์ตูนรูปอุนจิ เครื่องเกมพีเอสพี หูฟังสีเขียว กระเป๋าสะพาย บัตรนักศึกษา บัตรพนักงาน

พอคลิกเข้าไปแล้ว ยิ่งอยากให้เขาตามหาของให้เจอมากเลย เขาเขียนว่า หายบนรถแท็กซี่ ฝนตกแล้ววางกระเป๋าไว้เบาะหน้า เอาร่มมารับเพื่อน รู้ตัวอีกที ลืมของไว้ด้านหน้ารถเนี่ยล่ะครับ ไม่ได้เสียดายเงิน แต่เสียดายเพราะแต่ละอย่างค่อยๆ ซื้อ ค่อยๆ หาเก็บเงินจนได้ มันเห็นภาพไหม ผมนึกภาพถึงตอนที่เขาอดขนม หรือเก็บออมเงินเอาไว้ซื้อหมวก และเครื่องเกม ใครอาจจะมองว่าเป็นแค่หมวกบ๊องๆ เครื่องเกมไร้สาระ แต่ผมขอทวนประโยคนี้อีกทีที่ว่า "ของของใคร ใครก็รัก" ฝากไว้เป็นกำลังใจว่า ยังมีคนเข้าใจความรู้สึกและเอาใจช่วยอยู่นะครับ



สำหรับบางประกาศ เช่นประกาศหากระเป๋าสตางค์ มีบ่อยมาก บางประกาศกลายเป็นประกาศ "หาเจอแล้ว" เพราะมีพลเมืองดี ส่งบัตร และเอกสารภายในกระเป๋าคืนกลับมาให้เจ้าของตามที่อยู่ในบัตร

พอเจ้าของได้รับของคืน ก็มาโพสต์ข้อความไว้ในประกาศว่า ได้รับของคืนแล้วนะ ผมได้อ่านแล้วก็ปลื้มใจมาก เพราะนอกจากเขาจะได้ของคืนแล้ว ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนน่ารักและมีมารยาท เขาทำของหาย เขามาลงประกาศตามหา และพอมีคนมาคืนของให้เขา จะด้วยเพราะเข้ามาในฟาวด์พอยต์หรือไม่ก็ตาม เขาก็มากล่าวคำขอบคุณ ทั้งๆ ที่คนที่ส่งของคืนมาให้ จะได้อ่านข้อความขอบคุณของเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เขาก็ยังให้เกียรติและแสดงความนับถือในน้ำใจกลับไปยังพลเมืองดีคนนั้น

สำหรับผม ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ยิ้มได้เลยจริงๆ"



อนาคตของ "ฟาวด์พอยต์" ณัฐพงศ์ตั้งความหวังถึงการได้ทำหน้าที่ในวงกว้างขึ้น หรือได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งถือเป็นก้าวย่างที่เลี่ยงไม่ได้ของการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อช่วยเหลือผู้คน

"อนาคตผมอยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เข้ามาใช้ฟาวด์พอยต์ อยากให้ จส.100 หรือร่วมด้วยช่วยกัน หรือสถานีตำรวจที่รับแจ้งความเกี่ยวกับของหาย คนหาย ฯลฯ เข้ามาใช้เว็บให้เป็นจริงเป็นจัง เพราะทุกวันนี้ฟังวิทยุมีเรื่องราวของหายบ่อยมากและแต่ละกรณีก็ใช้เวลาในการช่วยเหลือไม่ได้หมดในวันเดียว

ดังนั้น จึงมีข้อมูลคงค้างและต้องพักไว้ในที่ใดที่หนึ่ง ที่น่าจะเป็นฐานข้อมูลเปิด และเป็นที่เก็บข้อมูลเพื่อเป็นฐานข้อมูลไว้ในทุกๆ วัน นั่นแหละครับที่อยากให้ฟาวด์พอยต์เข้าไปรองรับตรงจุดนั้น

อย่างทุกวันนี้ผมเห็นมีการรับซื้อของโจรหรือพวกขโมยของไปขายมากมาย ตัวอย่างกรณีพวกกล้อง เลนส์ หรือโทรศัพท์มือถือ ที่ทุกวันนี้มีคนใช้เพิ่มมากขึ้น มีคนทำหายหรือโดนขโมยเพิ่มมากขึ้น พวกขโมยพอได้ของไป ก็เอาไปปล่อยในตลาดมืดหรือโลกออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันการซื้อขายของออนไลน์ทำได้สะดวกง่ายดายยิ่งกว่าอ้าปากงับกล้วย

แล้วพวกเราเองนี่แหละ ที่วันใดวันหนึ่งอาจจะอยากซื้อกล้อง ซื้อเลนส์ ซื้อโทรศัพท์มือสอง จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นของโจรหรือเปล่า นี่ก็จะเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ทางเว็บของเราจะเข้าไปช่วยกลั่นกรองตรงนี้ ถ้ามีประกาศของหายจากผู้ที่โดนขโมยของไป พร้อมหมายเลขประจำเครื่องที่ลงไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ ก่อนจะตัดสินใจซื้อของมือสองหรือซื้อของต่อจากใคร ก็ให้เข้ามาตรวจสอบของนั้นซะก่อนที่ฟาวด์พอยต์ ดอต คอม ว่าของสิ่งนั้นไม่ได้เป็นของที่ถูกลงประกาศว่าเป็นของหายอยู่ จะได้มั่นใจว่าไม่ได้ไปซื้อของโจร อันจะทำให้เกิดเรื่องเดือดร้อนตามมาได้

ป้าหมายสุดฝันของผม ผมอยากให้ฟาวด์พอยต์เป็นเหมือนกูเกิ้ล แต่อาจจะเป็น "google : lost and found" (ศูนย์กลางค้นหาของหาย) อะไรทำนองนั้นครับ" ณัฐพงศ์ ระบุ



ต่อข้อถามสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องรายรับ-รายจ่ายของเว็บ ณัฐพงศ์บอกตรงๆ ว่า

"ตอนนี้ไม่มีรายได้ครับ มีแต่รายจ่าย รายจ่ายก็มีแบบพื้นฐาน เหมือนที่เว็บอื่นๆ เขามีกัน คือค่าโฮสติ้ง, ค่าเขียนโปรแกรม, ค่าออกแบบ ซึ่งผมโชคดีที่มีเพื่อนพี่น้องน่ารักมาช่วยกันทำ บ้างก็ทำให้ฟรี บ้างก็คิดในราคาไม่แพง บางส่วนผมทำเองได้ผมก็ทำเอง รวมๆ แล้วพอรับไหว"

สุดท้ายแล้ว ตัวเว็บไซต์จะทำหน้าที่ได้ดีสมตามเป้าหมายเพียงใด คงไม่เท่ากับเจตนาในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมสังคมเดียวกัน ที่ฟาวด์พอยต์ได้แสดงให้เราได้เห็นถึงแง่มุมดีๆ บนโลกไซเบอร์อันแสนวุ่นวายเช่นทุกวันนี้

"อยากให้คนเข้ามาใช้กันเยอะๆ ไม่ต้องรอให้ของหายหรอกแล้วค่อยมานั่งนึกดีๆ ผมว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิต คุณต้องเคยทำของหายบ้างแหละ ของอะไรก็ได้ ของที่หายไม่มีคำว่าของไร้สาระ ของรักของเรา เราก็อยากได้กลับคืนมาใช่ไหมครับ

นึกให้ดีๆ แล้วมาลงประกาศไว้ที่ฟาวด์พอยต์ บางทีอาจจะมีคนกำลังรอที่จะคืนของให้คุณ เหมือนที่ผมรอมาสิบปีแล้ว ที่จะคืนกล้องอันนั้นกลับไป และผมก็เชื่ออีกนั่นแหละว่า ถ้านึกให้ดี คุณอาจจะเคยเจอของที่ไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร และอยากจะคืนใจจะขาด แต่ในที่สุด ของสิ่งนั้นก็ถูกซุกไว้ในซอกหลืบที่ไหนสักที่ในบ้านของคุณ อย่างไม่มีคุณค่าอะไร

เชื่อผมเถอะ มีคนรอที่จะได้ของสิ่งนั้นกลับคืนอย่างใจจดใจจ่อ และรอมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

เมื่อคุณนึกได้ เราก็ยินดีต้อนรับสู่ฟาวด์พอยต์!" ณัฐพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

หน้า 21

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNVEF6TURnMU13PT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdPQzB3TXc9PQ==





--
http://www.classifiedthai.com/event_view.php

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

นที สรวารี ถูกจับ

นายนที สรวารี ผู้ร่วมรณรงค์กิจกรรมวันอาทิตย์
สีแดง ที่สี่แยกราชประสงค์ ถูกจับ เพราะตะโกนสวนกับตำรวจที่ใช้เครื่อง ขยายเสียง โดยนายนที ถูกกลุ่มผู้ชาย จับเวลา ขึ้นรถขนนักโทษของ ส.น.บางโพงพาง โดยนายนที ถูกตวบคุมจนเวลาเกือบ 23.00 น. จึงได้รับการปล่อยตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีความผิดฐานส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ปรับ 100 บาท <--- ฮาว่ะคับ เข้ามารวบยังกะผู้ร้าย ฆ่าคนตาย เค้าไม่ได้ฆ่าคนตายเค้ามาพูดแทนคนตายต่างหาก บักปอบบบ
ข่าวจาก voicetv.co.th

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Old Man Dances to Lady Gaga!

ฮือฮา! คลิปยูทูป คุณปู่ซูซ่าเต้นกระจายลืมแก่ โชว์ลีลา"เลดี้ กาก้า"

สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่คลิปวีดีโอจากยูทูปที่มีผู้เข้าชมแล้วกว่าแสน คลิ๊ก โดยเป็นคลิปชายวัยดึกผู้หนึ่งโชว์ลีลาเต้นผมหงอกกระจายแบบลืมวัยในเพลง "โพกเกอร์ เฟส" ของศิลปินสาวห้าว"เลดี้ กาก้า" ในผับแห่งหนึ่ง

"ไทยแลนด์...รัฐมาเฟีย!!!"




“ไทยแลนด์...รัฐมาเฟีย!!!”

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อต้นเดือนนี้ ผมได้อ่านข่าว มติชนออนไลน์ (ที่ 04พฤษภาคม พ.ศ. 2553) นายมูฮัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ "เดอ สปีเกล" (Der Spiegel) ของเยอรมัน โจมตีประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า เป็น
       
Mafia state 
        โดยท่านผู้นำคนดัง กล่าวหาประเทศสวิส ว่า  
        เป็นหน่วยงาน ‘ก่อการร้าย’ และเป็น ‘แก๊งค์มาเฟีย’ มีพฤติกรรมฟอกเงิน และมีกฎหมายหลอกลวงชาวโลก ซึ่งอนุญาตให้ผู้ป่วยสามารถรับการปลิดชีพจากแพทย์ได้ แต่แท้จริงต้องการเงินสดของคนเหล่านี้เข้าบัญชีธนาคารของประเทศ โดยสวิตเซอร์แลนด์ สมควรจะถูกฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมัน โดดเดี่ยวด้วย
        สำหรับคนบ้านเรานั้น ชอบใช้คำว่า “มาเฟีย” ไปในความหมายถึงพวก “แก๊ง” อันธพาลหรือนักเลงหัวไม้ ที่หาประโยชน์โดยมิชอบ และมีสันดานส่อไปในทางขอบ ‘รังแก’ หรือข่มเหงคนอื่น เพื่อปกปักรักษาผลประโยชน์ของตนตามอาชีพ เช่น “มาเฟียคิวรถ” , “มาเฟียวงการม้า-มวย” แม้กระทั่งคนพิการที่ขายสลากกินแบ่ง ที่ทางกองสลากแบ่งโควต้าให้ ก็ยังดันมี  
        “มาเฟีย...ล๊อตเตอรรี่”

        เมื่ออ่านคำสัมภาษณ์นี้แล้ว ทำให้ผมนึกไปถึงบทความเกี่ยวกับ “มาเฟีย” ที่เคยเขียนลงในเว็บไซด์ ‘ผู้จัดการ’ เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งในตอนนั้นแก๊ง “ไอ้บัง กบฏ” ยังเรืองอำนาจอยู่ โดยให้ชื่อตอนที่เขียนว่า 
       
“จ่าตำรวจ-มาเฟีย!” 
        วันนี้ จะขอนำบางส่วนของบทความดังกล่าว มาลงไว้เพื่อให้ท่านผู้อ่าน เข้าใจเรื่ององค์กรอาชญากรรมอมตะ ที่ผู้คนเรียกขานหรือรู้จักกันในชื่อ
“มาเฟีย”
        ผมเขียนเอาไว้ อย่างนี้ครับ

content/picdata/233/data/20Mafia.jpg

        ...ตัวผมสนใจและติดตามเรื่องของ ‘มาเฟีย’ มาตลอด เพราะเคยถูกส่งไปต่างประเทศ เพื่อร่ำเรียน เกี่ยวกับวิธีการสอบสวน เพื่อรับมือ และจัดการเกี่ยวกับการค้นหาเส้นทางเรื่องการเงิน ขององค์กรที่ลือชื่อนี้ด้วย      
        ผมได้สร้างหลักสูตร วิชาการสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นครั้งแรกให้กับกรมตำรวจ เขียนตำราการสอบสวนคดีวิชานี้ ขึ้นมาให้ใช้กัน ทั้งบัญญัติคำใช้เรียกคำว่า Money Laundering ว่าเป็นการ “ฟอกเงิน” ขึ้นมา โดยใช้ในการบรรยายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก เมื่อ 20 ปี ที่แล้ว และถ้อยคำๆนี้ปรากฏอย่างเป็นทางการในหนังสือพิมพ์ “มติชน” รายวัน ซึ่งเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังไปแล้ว       
        ดังนั้น ผมจึงรู้กลไกและวิธีการฟอกเงิน ซึ่งต่อมาก็ได้เดินทางไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องนี้ในต่างประเทศ รวมทั้งในที่ประชุมใหญ่องค์กรตำรวจสากลด้วย เพราะเมืองไทยของเรานั้น เป็นแหล่งสำคัญที่อาชญากรต่างชาติ ได้ใช้เป็นแหล่งซุกซ่อนเงินที่ได้มาจากการกระทำผิด หรือนำมาแปรสภาพในรูปทรัพย์สินอย่างอื่น ถึงขั้นมีคำกล่าวกันว่า 
        “เมืองไทยเป็นสวรรค์ สำหรับอาชญากรต่างชาติ”

        คำว่า Mafia หรือภาษาไทยทับศัพท์เรียกว่า “มาเฟีย” หากใช้ในความหมายของชาวฟลอเรนซ์ อิตาลี นั้น แปลว่า “คนตัวเล็กผู้น่าสงสาร” แต่ในเมืองซิซิลีที่เป็นเกาะทางใต้ คำนี้ถ้าใช้ในภาษาของชาวซิซิเลียน ซึ่งเป็นเกาะต้นกำเนิดขบวนการ“มาเฟีย” มาจากคำว่า 
       
“mafiusu” 
        มีรากศัพท์มาจากภาษาอาราบิค “mahyas” คือการโม้ข่ม หรืออาจมาจากภาษาอาราบิคอีกคำหนึ่งคือ “marfud” แปลว่า “โดนปฏิเสธ” แต่ก็อาจแปลในอีกความหมายหนึ่งคือ คือ “เกียรติยศ-ความหาญกล้า” ซึ่งต่อมากลายเป็นชื่อเรียกองค์กรลับ ที่คนท้องถิ่นรวบรวมกันเป็นพันธมิตร เพื่อต่อต้านการรุกรานของทหารต่างชาติ ได้แก่ทัพพวกนอร์มันและชาวเติร์ก       
        เมื่อการรุกรานนั้นหมดไป องค์กรลับนี้หาได้สิ้นสุดตามลงไปด้วย แต่กลับมีวิวัฒนาการ กลายเป็นองค์กรอาชญากรรมนามกระเดื่องไปในที่สุด และเมื่อมีการหลั่งไหลของชาวอิตาเลียน เข้าไปในสหรัฐอเมริกา มาเฟียได้แพร่เชื้อติดเข้าไปด้วย พร้อมกับผู้อพยพชาวอิตาเลียนทั้งหลาย

        องค์กรมาเฟียได้มาตั้งหลักปักฐาน ที่มหานครนิวยอร์ก เพราะเมื่อชาวยุโรปเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค มาขึ้นฝั่งที่นิวยอร์ก คนอิตาเลียนจำนวนมาก ได้ตั้งเลือกนิวยอร์กเป็นที่เริ่มต้นชีวิตใหม่ มาเฟียได้เข้ามีส่วนเข้ามาจัดระบบชุมชน ด้วยการแทรกแซงเข้ามาในชีวิตของพวกเขา และเรียกค่าตอบแทนในการให้ความคุ้มครอง ให้ความปลอดภัย       
        มาเฟียก้าวถึงยุคแห่งความรุ่งเรืองสุดขีด เมื่อสหรัฐคลอดกฎหมายที่ชื่อ Volsted Act 1919 ห้ามการจำหน่ายสุรา ทำให้การค้าสุราเถื่อนเฟื่องฟู ทำเงินอย่างมหาศาล ครอบครัวมาเฟียหลายตระกูล กลายเป็นมหาเศรษฐี

        ต่อมาองค์กรนี้ ได้ดำเนินธุรกิจกว้างขวางออกไป นอกจากการเรียกค่าคุ้มครองแล้ว ยังได้เข้าควบคุมและหาประโยชน์ จากธุรกิจนอกกฎหมาย เช่นบ่อนการพนัน การค้าหญิงโสเภณี การค้าของเถื่อน และมีบางพวกที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด จนแผ่ขยายเข้าไปในเมืองใหญ่อีกหลายรัฐ จนครอบคลุมไปเกือบทั่วสหรัฐ       
        ทายาทของแต่ละตระกูล มีบางส่วน ไม่ยอมเข้ามายุ่งในกิจการของครอบครัว เพราะไม่ต้องการเป็นปฏิปักษ์กับผู้รักษา กฎหมาย เพราะเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ชีวิตก็ไม่ปกติสุข และถอนตัวออกยาก อีกทั้งยังมีความขัดแย้งระหว่างตระกูล เกิดขึ้นเนืองๆ เพราะผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายหาจุดสมดุลไม่ได้ กลายเป็นความขัดแย้ง จนถึงเข้าฆ่าฟันกัน ถึงขั้นหนังสือพิมพ์เรียกว่า “สงคราม” หรือ “สงคราม-แก๊งมาเฟีย” กลายเป็นข่าวโด่งดัง จนมีการสร้างเป็นภาพยนตร์นับเรื่องไม่ถ้วน อย่างที่เราได้เห็นกันจนถึงยุค       
        การควบคุมองค์กรของมาเฟียนั้น มีตระกูลมาเฟียต่างๆแยกกันควบคุม แบ่งกันขยายอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่หรือธุรกิจที่ถนัด โดยมีผู้นำองค์กรซึ่งปิดลับ ยากที่จะฝ่ายบ้านเมืองจะเข้าถึงตัวได้       
        องค์กรมาเฟียนี้ จึงกลายเป็นหนามยอกอก ของฝ่ายผู้รักษากฎหมายสหรัฐมาเนิ่นนาน และยังคงจะดำรงอยู่ต่อไปอีก โดยหาจุดจบได้ยาก 

        ในการขับเคี่ยวระหว่างผู้รักษากฎหมาย กับองค์กรมาเฟียนั้น มีตำรวจนายหนึ่งมียศเป็น “จ่า” ชื่อว่า ราล์ฟ ฟรานซิส ซาเลอร์โน (Ralph Francis Salerno) ซึ่งได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติยศชั้นสูง จากกรมตำรวจนิวยอร์ก

content/picdata/233/data/99.jpg

        เมื่อจ่าเซอร์ลาโน ลาออกจากองค์กรผู้รักษากฎหมายนั้น ตำแหน่งสุดท้ายของเขา ก็อยู่แค่ Detective Sgt. หรือ“จ่าสายสืบ”  แต่ผู้คนกลับจำได้มากกว่าตำรวจคนอื่น และยกย่องเขาในฐานะผู้รักษากฎหมาย ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการปราบปรามแก๊งมาเฟีย       
        จ่าซาเลอร์โนใช้เวลาของชีวิต ยาวนานถึง 20 ปี ในฝ่ายสืบสวนสอบสวนและงานด้านการข่าว เพื่อการปราบปรามอาชญากรรม ในฝ่ายสอบสวนกลางของกรมตำรวจนิวยอร์ก       
        ความชำนาญในสายงานการปราบปราม ในด้านองค์กรอาชญากรรมของจ่าซาเลอร์โน ทำให้คุณจ่าคนดัง ต้องกลับมาเป็นพยานผู้เชียวชาญ ในคดีธุรกิจให้กู้แบบ ‘ดอกโหด’ หรือที่เรียกกันว่า loan-sharking ทั้งการเป็นพยานให้ข้อมูลในชั้นศาล ชั้นการสอบสวนของสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ และวุฒิสภาอีกด้วย       
        หลังจากที่เกษียณอายุไปในครั้งแรก เมื่อปี 1967 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของกระทรวงยุติธรรมในวอชิงตัน ดี.ซี. และสำนักงานอาชญากรรมและเด็กมีปัญหาแห่งชาติ

        ปี 1970 นายกเทศมนตรี จอห์น วี ลินด์ซีย์ ผู้มีชื่อเสียงแห่งมหานครนิวยอร์ก ได้เลือกเซอร์ราโน่เป็นที่ปรึกษา ในด้านการพนันของรัฐ มีหน้าที่ทำลายล้าง การแทรกซึมเข้าเจาะธุรกิจการพนันของเหล่ามิจฉาชีพ และต่อมาเขาได้รับการแต่งตั้งจาก Nicholas Ferraro อัยการเขตควีนส์ ให้รับผิดชอบในการสอบสวน เกี่ยวกับคดีองค์กรอาชญากรรม       
        ซาเลอร์โนลาออกจากการรับใช้ทางการเมื่อปี 1975 แต่ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับภาคเอกชน       
        จ่าตำรวจผู้นี้ เป็นลูกชาวอิตาเลี่ยนผู้อพยพ และเกิดในแถบ Bronx ซึ่งอิทธิพลของมาเฟียแผ่ขยายแถบถิ่นกำเนิด และมีกฎสำคัญในละแวกบ้าน คือกฎแห่งความเงียบ คือชาวบ้านจะไม่ไปปริปาก หรือทำตัวเป็นเบาะแส คอยชี้เป้าให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่ได้เป็นอันขาด       
        เจ้าตัวเล่าให้ฟัง ว่า       
       
“เรื่องที่ผมจำได้ดีที่สุด เกิดขึ้นเมื่อตอนผมเป็นเด็ก นั่งกินข้าวอยู่ในบ้านกับครอบครัว พวกอันธพาลหลบหนีตำรวจมาทางด้านบันใดหนีไฟ ผ่านห้องที่เขากับครอบครัวอาศัยอยู่       
        พวกเหล่าร้ายผิวปาก ส่งสัญญาณให้เราเงียบ พวกเราจึงไม่มีใครเปิดปากบอกเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้       

       
พ่อผมเล่าให้ฟังว่า หลังจากเกิดเหตุแล้ว อีกไม่กี่วันพ่อไปตัดผมที่ร้านประจำ ช่างในร้านส่งถุงใส่ของให้ ซึ่งพอพ่อรับมาเปิดออก ก็พบมีดโกนใหม่ แปรงสำหรับชุบสบู่โกนหนวด และถ้วยใส่สบู่โกนหนวดกาไหล่ทอง และมีตราสำนักงานสาธารณสุข ที่พ่อเป็นพนักงานประจำอยู่       
        นี่แสดงว่าคนพวกนี้รู้ว่า คนแถวบ้านผมใครเป็นใคร ทำงานอะไร ไม่ได้ลอดสายตาพวกนี้ไปได้”

        ความทรงจำเหล่านี้เอง ที่กระตุ้นให้เขามาเป็นตำรวจ เมื่อ
ปี. 1964 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามอาชญากรรมอย่างเต็มที่ และกลายเป็นตำรวจที่มีชื่อเสียง แม้จะไม่ได้รับยศเป็นตำรวจสัญญาบัตรก็ตาม       
        การที่จ่าแกจับกุมพวกมาเฟียเชื้อสายอิตาเลี่ยน เช่นเดียวกับตัวเองหลายต่อหลายคน จึงมักจะได้รับคำถามเสมอว่า       
        “จ่าครับ ทำไมจ่าจึงชอบจับแต่คนอิตาเลี่ยน? คนเชื้อสายเดียวกันกับจ่าแท้ๆ ไม่น่าทำกันเลย!”       
        จ่าซาเลอร์โนเล่าว่า       
        “ผมตอบมันไปว่า เอ็งกับข้ามันคนละประเภทกัน กริยาท่าทางของข้า ศีลธรรม และอีกหลายอย่างที่เป็นคุณสมบัติของข้า...มันคนละอย่างกับพวกเอ็งเฟ้ย”       
        ตำรวจเชื้อสายมักกะโรนี ราล์ฟ ซาเลอร์โน พูดอย่างหนักแน่นต่อไปว่า       
        “....สิ่งเดียวที่ข้ามีเหมือนกับพวกเอ็ง คือเราเติบโตมาจากวัฒนธรรมเดียวกัน แต่เอ็งมันเป็นไอ้พวกที่ทรยศต่อประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์เรา ซึ่งข้าภาคภูมิใจยิ่งนัก เพราะข้าเป็นหนึ่งในสิ่งเหล่านั้น (ประวัติศาสตร์ชาติและวัฒนธรรม)...”       
        ฟังคุณจ่าแกพูดแล้ว ให้ผมเองฉุกคิดขึ้นมา ว่า

        บ้านเมืองของเรานั้น แม้ผู้คนจะเติบโตมาจากประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเดียวกัน มีความภาคภูมิใจ ในสิ่งที่หล่อหลอมความเป็นคนไทยมาเหมือนๆกัน และต่างก็มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จนดูเหมือนว่า บ้านเมืองเราไม่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างนี้ เหมือนอย่างสังคมอื่นเขา (นอกจากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้)       
       
แต่ไม่น่าเชื่อว่า       
        ทันทีที่พูดถึงเรื่อง ‘แนวความคิดทางการเมือง’ ของคนบ้านเราแล้ว ปัจจุบันกลับ ‘แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว’ จนยากที่จะผสมกลมกลืน เข้าเป็นหนึ่งเนื้อเดียวกัน ยังผลจะทำให้การอยู่ร่วมกัน ต่อไปในประเทศนี้ในวันข้างหน้า       
        เพราะคงจะหาความเป็นปกติสุข ได้ยากเต็มที!

        เราลองมาคิดดูกันเล่นๆก็ได้ ถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้วาจา แบบจ่าซาเลอร์โน คือพูดแบบทิ้งทวน ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ว่า       
        “แม้เอ็งกับข้า จะเป็นคนไทยเหมือนกัน แต่ความเชื่อของข้ากับเอ็ง มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงว่ะ...ไอ้เวรเอ๋ย ! ” 
        หยุดสักนิด เพื่อเพิ่มความเข้มเสียงอีกสักหน่อย แล้วพูดต่อ       
        “พวกข้ารักและศรัทธา ในระบอบประชาธิปไตย แต่เอ็งกับพวก มันใฝ่ใจ‘เผด็จการ’!”       
        แค่นี้เท่านั้น ไอ้เรื่องการที่จะมาเรียกร้องให้ ‘สมานฉันท์’ กัน....บอกได้เลยว่า

        “ไม่มีทาง!!”

---
       
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        ที่ท่านเพิ่งอ่านจบลงนั้น เป็นข้อเขียนของผม ในเว็บไซด์ ‘ผู้จัดการ’ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ.2550 ไม่กี่สัปดาห์
เมื่อการเลือกตั้งจบลง ฝ่ายพ่ายแพ้การเลือกตั้ง และสร้างความผิดหวังให้กับพวกถือปืน เข้ายึดอำนาจประชาชน กลายเป็นพรรคดักดานซึ่งยอมอ่อนน้อม ค้อมกระบาลให้กับ...
       
พวกเผด็จการ นั่นเอง! 
        นับเป็นปรากฏการณ์ที่เหลือเชื่อ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า พรรคเก่าแก่นั้น ได้รับการช่วยเหลือในการเลือกตั้งทุกรูปแบบ จากแก๊งที่ก่อกบฏ ยึดอำนาจจากประชาชน ซึ่งยังเรืองอำนาจอยู่ในเวลานั้นด้วยซ้ำ ชาวบ้านก็ยังคิดว่า คราวนี้พรรคของพวกนายกฯทักษิณ ที่ถูกบีบอย่างหนักนั้น คงจะต้องปราชัยย่อยยับแน่ๆ 
        แต่..
ผลมันกลับตรงข้าม!!
        เมื่อพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งแล้ว คนเหล่านี้ก็ไม่หยุด ยังคงขัดขวางระบอบประชาธิปไตย ด้วยการไม่ยอมรับ และต่อต้านรัฐบาลเสียงข้างมาก ที่ประชาชนเขาเลือกมาทุกวิถีทาง ตามแผน “บันใดอัปรีย์” ของ “ไอ้บัง กบฏ” จนทำให้บ้านเมืองของเรา เคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความยากลำบาก 
        เหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น ได้สร้างความขัดแย้งให้กับผู้คนในบ้านเมือง และดำเนินต่อมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นอย่างที่เห็นกัน และทำให้ประชาชนคนไทย 
        ต้องบาดเจ็บล้มตาย เป็นจำนวนมาก!!!

        สถานการณ์ที่ปรากฏขึ้น ในบ้านเมืองเราขณะนี้นั้น รัฐบาลของนายมาร์ค ร้อยศพ ดูเหมือนได้เปรียบเหนือฝ่ายต่อต้าน พวกเขากำลังเปิดเกมรุก ไล่ล่าฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มที่ 
        ถึงวันนี้ พลพรรคของฝ่ายคนเสื้อแดง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ถนัด เพราะยังมีกฎหมายที่กดกระบาลอยู่ คือ “พ.ร.ก.” แต่โทษที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ที่ยกมาขู่กันนั้น ก็กะริบกะร่อย เพราะเพียงแค่โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร 
       
ที่สำคัญก็คือ
        เมื่อตัวพระราชกำหนดถูกยกเลิก หรือไม่มีการต่ออายุเมื่อใด ผู้ต้องขังที่ถูกศาลลงโทษ ก็จะต้องได้รับการปล่อยตัว เพราะการสิ้นสุดหยุดลงของกฎหมาย ส่วนผู้ที่ยังจับกุมไม่ได้ หรือไม่ได้เข้ามอบตัว คดีก็เป็นอันหมดสิ้นกันไป 
        สำหรับคดีอุปโลกน์ เรื่อง ‘ก่อการร้าย’ ก็มีเงื่อนเวลาจำกัดเพราะสำนวนการสอบสวน จะต้องเสร็จภายใน 2 เดือนข้างหน้า ตามอำนาจการควบคุมผู้ต้องหาของศาล ที่จะสิ้นสุดลงตามกฎหมาย
        สำหรับ ‘คดีก่อการร้าย’ ที่อยู่ระหว่างการฝากขัง และอัยการจะต้องมีคำสั่งก่อนอำนาจการควบคุมสิ้นสุดลง ซึ่งก็เหลือเวลาอีกไม่นานนัก 
        หากอัยการสั่งฟ้อง ก็จะต้องกินเวลาในการพิจารณากันอีกยาวนาน อย่างน้อยกว่าการพิจารณาจะสิ้นสุดลง ก็ต้องใช้เวลา
       
ไม่น้อยกว่า 10 ปี!
        (ราคาต่อรอง สำหรับผลคดีในตลาดตอนนี้ ก็อยู่ที่ 5 ต่อ 1 ว่า แกนนำถูก ‘ยกฟ้อง’ แหงๆ!)

        ผมเคยเขียนเปรียบเทียบ ความซับซ้อนของ ‘คดีก่อการร้าย’ กับคดีซื้อเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ รายนั้นผู้ต้องหาแค่คนเดียว แต่ก็สู้กันยันฎีกา กว่าศาลจะลงโทษนักการเมืองของพรรคเก่าแก่ ด้วยการ จำคุก 1 ปี และตัดสิทธิ 10 ปี ได้สำเร็จ ก็กินเวลานาน
       
ถึง 1 ทศวรรษ
        แม้แต่คดี ส.ป.ก.4-01 ซึ่งเป็นเรื่องอื้นฉาวของพรรคเก่าแก่ดักดานอีกเหมือนกัน กว่าจะเสร็จสิ้นการฟ้องเรียกที่ดินของรัฐคืนได้ ก็กินเวลายาวนาน 10 ปี เช่นกัน

        จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าคดีความการก่อการร้าย ซึ่งมีจำนวนผู้ต้องหาและพยานผู้เกี่ยวข้องมากมาย ได้รับการคาดหมายว่า
         จะต้องยืดยาวเป็นหนังชีวิต โดยมีภาคต่อและภาคตาม อีกหลายตอน ซึ่งจะต้องดำเนินการในชั้นศาล โดยลากกันไปอีกอย่างยาวนาน เพราะต้องว่ากันเต็มเหนี่ยว
        
ไปจบกันที่...ศาลฎีกาโน่นเลย! 
         ดังนั้น ยิ่งเวลาทอดออกไปเนิ่นนานเท่าใด โอกาสที่บาดแผลในใจของฝ่ายที่ถูกปราบปราม ก็จะยิ่งถูกขยายให้กว้างขึ้น และกว้างขึ้น จนกลายเป็นแผลเฟอะฟะ เรื้อรัง ของชาติไทยเราไป ในที่สุดความสามัคคีของคนในชาติ ก็จะหาไม่ได้ในแผ่นดินนี้
         แม้ปัจจุบันฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล จะเคลื่อนไหวกันไม่ถนัด แต่ก็มีพลวัตรที่น่าสนใจของส่วนอื่นในสังคมไทย และจะมีความแหลมคมต่อไป นั่นก็คือ
         มีความเคลื่อนไหว ในมหาวิทยาลัยต่างๆอย่างกว้างขวาง ซึ่งบรรดาอาจารย์นิสิตนักศึกษา เริ่มนำข้อมูลเรื่องรัฐบาลและทหาร ใช้อาวุธ เข้าปราบปรามประชาชนอย่างเหี้ยมโหด ออกมาตีแผ่กันแล้ว หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง ‘ไทยรัฐ’ เห็นปรากฏการณ์นี้ชัดเจน ถึงกับลงในคอลัมน์ ‘ทีมข่าวการเมือง’ หน้า 3 เมื่ออังคาร ที่ 22 มิ.ย. 2553 ว่า
         ...ที่เฮี้ยนจริงๆกลับกลายเป็นเสียงของนักวิชาการ ทั้งยี่ห้อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ตั้งเวทีเสวนา วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลและ ศอฉ.ในการดำเนินการ กับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงแบบถึงแก่นถึงกึ๋น...

         การเคลื่อนไหวในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือเกินความคาดหมายแต่ประการใด เพราะ สิทธิมนุษยชน’ นั้น พลโลกเขาถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตอนนี้ก็ได้ข่าวว่า
         องค์กรสิทธิมนุษยชน อย่างฮิวแมนไรท์วอช (ซึ่งเคยเปิดโปงเรื่อง “ศูนย์กระทืบสันติ” ที่ปักษ์ใต้จนต้องยุบศูนย์ไป) ก็มีการเข้ามาสอบสวนพยานในประเทศไทยแล้ว
         กรณีของประเทศไทยนั้น มีข้อพิจารณาได้ว่า

         พยานหลักฐานทั้งหลายทั้งปวง ที่ไม่ใช่มาจากหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะมาจากสื่อมวลชน ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ และบันทึกความเคลื่อนไหวด้วยเครื่องมือต่างๆ นั้น
        
ได้ชี้เป้าตรงไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ที่ออกปฏิบัติการในห้วงเวลานั้น ซึ่งรัฐบาลเอง ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า 
         ทหารไม่ได้ปฏิบัติการแบบหฤโหด ตามที่กล่าวหากัน หรือเป็นฝ่ายสังหารประชาชน!

         ในฐานะที่ตัวผู้เขียน มีความคุ้นเคยกับการสอบสวนคดีขนาดใหญ่ ขอเรียนกับท่านผู้อ่านที่เคารพว่า

         ในไม่ช้านี้ ข้อสงสัยที่ว่า ทหารเป็นผู้สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะกรณีฆ่าหมู่ 6 ศพ ที่วัดปทุมวนาราม จะยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น และจะเป็นภาระหนักของฝ่ายรัฐ ในการแก้ไขเหตุการณ์ต่อเนื่อง ทั้งในและต่างประเทศ
         ถ้าหลักฐานฝ่ายรัฐบาล ยังง่อนๆแง่นๆ แต่ตรงกันข้ามหลักฐานของฝ่ายองค์กรอิสระ และนักวิชากลับมีมากขึ้น อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ 
         ในที่สุดประชาชนในบ้านนี้เมืองนี้ ก็จะพากันเชื่อว่า   
         “กองทัพไทย มีฆาตกร!”

         ถึงวันนั้น ไทยแลนด์แดนสยาม และรัฐบาลโลซกแห่งประเทศไทย ก็จะต้องตกมี “ขี้ปาก” ของชาวโลกมากยิ่งขึ้นทุกที...ทุกที!
         อีกไม่นานเกินรอ อาจมีผู้นำประเทศหรือบุคคลสำคัญในองค์กรต่างของโลก ออกมาซ้ำรอย นายมูฮัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย โดยประกาศก้อง กู่ร้องให้ดังไปทั่วโลกว่า

         “ไทยแลนด์...รัฐมาเฟีย!!!”

............

         (คอลัมน์ประจำสัปดาห์ ตอน “ไทยแลนด์...รัฐมาเฟีย!!!” ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 26 มิถุนายน 2553)

http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=233